ม่อจื้อ

แนวคิดบางส่วนของนั กคิด นั กปรัชญา นั กการเมืองในสมัยชุน
ชิว-จ้าน-กว๋อ ที่มีนามว่า "ม่อจื้ อ"

ใครดีกว่ากัน
โครบ้า
วิจารณ์ขงจื้ อ
อุปสรรคที่ขัดขวางความรักอันไพศาล
โรคขี้ขโมย
อธิษฐานต่อพระเจ้า
ทำาดีต้องให้คนร้้
ไม่มีภ้ติผี ไยต้องศึกษาพิธีเซ่นไหว้
เล่นดนตรีเพราะอยากฟั งดนตรี
บัณฑิตหย้เก่งกว่าทารกหรือไม่
คุณธรรมลำ้าค่าที่สุด
ปาบ

6

ประการ

อย่าทิ้งคุณธรรมเป็ นอันขาด
ร้้กับทำา ต้องเป็ นเอกภาพกัน
อยากเป็ นคนดี แต่ไม่ยอมให้คนอื่นช่วยเหลือ
เลี้ยงนั กรบดีกว่าเลี้ยงผ้้หญิง
ศิษย์ท่ีเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ
งานที่ได้กำาไรหลายร้อยเท่าตัว
ใช้งานไม่เหมาะสม
ไหว้เจ้าขอพร
ขายคุณธรรม
หลักการสอน
ทำานายอนาคต

งานทุกอย่างต้องมีหลักเกณฑ์
เทคนิ คในการสรรหาคนดี คนเก่ง
เหตุผลในการมอบอำานาจให้คนดี
ข้อดีของการเลือกใช้คนดี

ใครดีกว่ากัน

......อู๋หม่าจือถามม่อจื้อว่า "แม้ว่าท่านจะรักบ้านเมืองหนัก
หนา แต่บ้านเมืองก็ไม่เห็นได้ประโยชน์จากท่าน แม้ว่า
ข้าพเจ้าจะไม่รักบ้านเมือง แต่บ้านเมืองก็ไม่เคยได้รับผล
ร้ายอะไรจากข้าพเจ้า ต่างไม่มีผลเหมือนกัน แล้วทำาไม
ท่านจะต้องนึ กอย่๋เรื่อยว่า ความคิดของท่านเป็ นความคิดที่
ถ๋กต้อง ความคิดของข้าพเจ้าเป็ นความคิดที่ผิด?"
......ม่อจื้อตอบว่า "สมมติว่าเวลานี้ มีคน ๆ หนึ่ งมาวาง
เพลิงที่น่ี แล้วก็มีคนอีกคนหนึ่ งรีบหิ้วนำ้ าเตรียมจะมาช่วย
ดับไฟ ขณะเดียวกันก็มีคนอีกคนหนึ่ งถือเชื้อเพลิงเตรียมจะ
มาโหมไฟให้แรงขึ้น การตั้งท่าของคนสองคนนี้ ต่างไม่มีผล
อะไรต่อเพลิงที่กำาลังลุกไหม้ แต่ในความร้๋สึกของท่าน ท่าน
คิดว่าคนสองคนนี้ ใครดีกว่ากัน?"
......อู๋หม่าจือตอบว่า "ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่หิ้วนำ้ าเตรียมจะ
ช่วยดับไฟนั้นมีเจตนาที่ถ๋กต้อง ส่วนคนที่ถือเชื้อเพลิง
เตรียมกระพือไฟให้ลุกแรงนั้นมีเจตนาที่ไม่ถ๋กต้อง"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "เหตุผลเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ร้๋สึกว่า
เจตนาของข้าพเจ้านั้นถ๋กต้อง และเห็นว่าเจตนาของท่าน
นั้นไม่ถ๋กต้อง"

โรคบ้า

......อู๋หม่าจือกล่าวกับม่อจื้อว่า "ท่านพิทักษ์ความถ๋กต้อง
ชอบธรรม ก็ไม่เห็นว่าคนอื่นเขาจะเคารพนับถืออะไรท่าน
ผีสางเทวดาก็ไม่เห็นดลบันดาลความสุขความเจริญอะไร
ให้ท่าน แต่ท่านก็ยังจะทำาอีก ช่างเป็ นโรคบ้าแท้ๆ"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "สมมติว่าท่านมีคนรับใช้อย่๋สองคน คน
หนึ่ งเห็นท่านจึงจะทำางาน ไม่เห็นท่านก็ไม่ทำางาน ส่วนอีก
คนหนึ่ ง เห็นท่านเข้าก็ทำางาน ไม่เห็นท่านเขาก็ยังทำางาน
คนรับใช้สองคนนี้ ท่านชอบคนไหน?"
......อู๋หม่าจือตอบว่า "ข้าพเจ้าย่อมชอบคนที่เห็นข้าพเจ้าก็
ทำางาน ไม่เห็นข้าพเจ้าเขาก็ยังทำางาน"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ชอบคนบ้าเหมือนกัน
นะซี"

วิจารณ์ขงจื้อ

......เย่กงจื่อเกา มหาอำามาตย์แห่งแคว้นฉ่๋ถามขงจื้อถึง
นโยบายทางการเมืองว่า "นักการปกครองที่สามารถ ควร
จะมีนโยบายทางการเมืองเช่นไร?"
......ขงจื้อตอบว่า "นักการปกครองที่สามารถ จะต้องทำาให้
ผ้ท
๋ ่ีห่างไกลเข้ามาชิดใกล้ ขึ้นต่อ ทำาให้ล๋กน้องเก่าปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงตนเองเสียใหม่"
......หลังจากได้ยินคำาสนทนาเหล่านี้ แล้ว ม่อจื้อก็วิจารณ์
ว่า "เย่กงจื่อเกาตั้งคำาถามไม่เหมาะสม ขงจื้อก็ตอบไม่ถ๋ก
ทำาไมเย่กงจื้อเกาจะไม่ทราบเล่าว่า ผ้ท
๋ ่ีสันทัดในการ
ปกครองจะต้องทำาให้ผ้๋ท่ีห่างไกลหันกลับมาชิดใกล้ ขึ้นต่อ
และทำาให้ล๋กน้องเก่าๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองเสีย
ใหม่ ในเมื่อร้๋แล้ว ยังจะถามขงจื้อทำาไมอีกเล่า? ส่วนขงจื้อ
เล่า ก็ไม่นำาความร้๋ท่ีคนอื่นยังไม่ร้๋ไปบอกให้เขาร้๋ แต่ดัน
ตอบในสิ่งที่คนอื่นเขาร้๋อย่๋แล้ว แล้วมันมีประโยชน์อันใด
เล่า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเย่กงจื่อเกาตั้งคำาถาม
ได้ไม่เหมาะสม ส่วนขงจื้อก็ตอบไม่ถ๋ก"

อุปสรรคที่ขัดขวางความรักอัน
ไพศาล

......อู๋หม่าจือกล่าวกับม่งจื้อว่า "ข้าพเจ้าไม่เหมือนท่าน
ข้าพเจ้าไม่สามารถมีความรักอันไพศาล ข้าพเจ้ารักชาว
โจวมากกว่าชาวแย่ รักชาวหล่๋มากกว่าชาวโจว รักคนบ้าน
เดียวกันมากกว่าชาวหล่๋ รักคนในบ้านมากกว่าคนนอก
บ้าน รักพ่อแม่มากกว่าญาติพ่ีนอ
้ ง รักตัวเองมากกว่ารักพ่อ
แม่ เพราะว่าคนที่ยิ่งใกล้ชิดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยิ่งเอาใจใส่
อย่างลึกซึ้ง การที่มนุษย์รักคนที่ใกล้ชิดกับตนเองนั้น มัน
เป็ นเรื่องธรรมดา
......"ถ้าหากข้าพเจ้าถ๋กทุบตี ข้าพเจ้าย่อมร้๋สึกเจ็บปวด แต่
ถ้าคนอื่นถ๋กทุบตีข้าพเจ้าย่อมไม่ร้๋สึกเจ็บปวด ในเมื่อเป็ น
เช่นนี้ แล้วทำาไมข้าพเจ้าจะไม่ปกป้ องตรงที่ร้๋สึกเจ็บปวดแต่
กลับจะไปปกป้ องไอ้ตรงที่ไม่ร้๋สึกเจ็บปวดเล่า?
......"ด้วยเหตุน้ี ข้าพเจ้าจึงต้องฆ่าคนอื่นเพื่อผลประโยชน์
ของตัวเอง ไม่มีทางฆ่าตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของผ้๋อ่ ืนโดย
เด็ดขาด"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ความคิดแบบนี้ ของท่าน ท่านเตรียม
จะเก็บมันไว้ในใจคนเดียว หรือคิดจะเผยแพร่ไปส่๋ผ้๋อ่ ืน?"
......อู๋หม่าจือตอบว่า "ทำาไมข้าพเจ้าจะต้องอำาพรางซ่อน
แร้นความคิดอ่านของตนเอง ข้าพเจ้าจะเผยแพร่ให้
สาธารณชนรับทราบ"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น สมมติว่า มีคนๆ หนึ่ งเกิด
เชื่อถือหลักเหตุผลของท่าน คนๆ นั้นก็จะฆ่าท่านเพื่อผล

ประโยชน์ของตัวเขาเอง และถ้าเกิดมีคนสักสิบคนเชื่อถือ
หลักเหตุผลของท่าน คนทั้งสิบนี้ ก็จะฆ่าท่าน และถ้าคนทั้ง
โลกต่างเชื่อถือหลักเหตุผลของท่าน คนทั้งโลกก็จะฆ่าท่าน
เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ถ๋กไหม?"
......"ในด้านตรงกันข้าม ถ้าหากมีคนๆ หนึ่ งไม่สนับสนุน
ทฤษฎีของท่าน คนๆ นั้นก็จะฆ่าท่าน เพราะเห็นว่าท่านใช้
คำาพ๋ดที่ไม่เป็ นสิริมงคลนี้ มอมเมาชาวบ้าน ถ้าหากมีคนสัก
สิบคน ไม่เชื่อทฤษฎีของท่าน คนทั้งสิบนี้ ก็จะฆ่าท่าน ถ้า
หากคนทั้งโลกต่างไม่เชื่อทฤษฎีของท่าน ทุกคนพากันเห็น
ว่าคำาพ๋ดของท่านเป็ นคำาพ๋ดอัปมงคลฝ๋งชนที่บ้าคลั่งก็จะรุม
กันฆ่าท่าน"
......"คนที่เชื่อท่าน ก็คิดจะฆ่าท่าน คนที่ไม่เชื่อท่าน ก็คิดจะ
ฆ่าท่านเช่นกัน ถ้าหากท่านป่ าวประกาศทัศนคติของท่าน
ออกไป ก็เท่ากับเป็ นการหาภัยมาส่๋ตัว"
......"ท่านพ๋ดออกไปแล้วมีประโยชน์อะไรหรือเปล่า ถ้า
หากไม่มีแต่ยังดันทุรังจะพ๋ด มิเท่ากับเมื่อยปากเปล่าๆ ดอก
หรือ"

โรคขี้ขโมย

......ม่อจื้อกล่าวกับท่านอูองหล่๋หยางเหวินว่า "เวลานี้ ที่น่ี
มีคนๆ หนึ่ ง เขามีอาหารอุดมสมบ๋รณ์ท้ังหม๋เห็ดเป็ ดไก่
เหล้ายาปลาปิ้ งมีมากมายเป็ นภ๋เขาเลากา พ่อครัวของเขา
ได้ปรุงอาหารเลิศรสให้เขาทานทุกวัน เขากินทิ้งกินขว้าง
แต่ครั้นเห็นขนมปั งแข็งๆ ของชาวบ้านเข้า ก็กลับจ้องมอง
ด้วยความสนใจ ขโมยขนมปั งแข็งๆ นั้นมากินเสีย ไม่ทราบ
ว่าเป็ นเพราะอาหารดีๆ ของคนๆ นั้น มีนอ
้ ยเกินไปหรือเป็ น
เพราะเขามีนิสัยขี้ขโมยกันแน่ ?"
......ท่านอูองตอบว่า "เขาคงจะมีนิสัยขี้ขโมยมากกว่า"
......ม่อจื้อกล่าวต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าใคร่ถามท่าน
ว่า ในประเทศของท่านมีท่ีนารกร้างอย่๋มากมาย จะบุกเบิก
อย่างไรก็ไม่หวาดไม่ไหว แล้วยังมีเมืองร้างอีกหลายเมือง
จะอย่๋อย่างไรก็อย่๋ไม่หมด แต่ครั้นเห็นที่ดินของแคว้นซ่งกับ
แคว้นเจิ้งเข้า ท่านก็คิดจะครอบครองท่าเดียว พฤติกรรม
ของท่านแตกต่างจากคนๆ นั้นหรือไม่?"
......ท่านอูองหล่๋ตอบว่า "ข้าพเจ้าเหมือนคนๆ นั้นไม่มีผิด
ต่างมีนิสัยขี้ขโมย เหมือนๆ กัน"

อธิษฐานต่อประเจ้า

......ซิ่วซุนเซ่ากับเมิ่งปู อฉ่าง ต่างเป็ นมหาอำามาตย์บริหาร
การปกครองในแคว้นหล่๋ด้วยกัน คนทั้งสองต่างระแวง
แคลงใจซึ่งกันและกัน ไม่ยอมเชื่อใจกัน ดังนั้น จึงเดินทาง
มาอธิษฐานกับพระเจ้าในศาลเจ้า
......"พระผ้๋เป็ นเจ้า โปรดดลบันดาลให้เราคืนดีกันด้วย

เถิด"
......ม่อจื้อทราบเข้า ก็วิจารณ์ "การกระทำาเช่นนี้ ช่างโง่เง่า
เสียเหลือเกิน ไปศาลเจ้าอธิษฐานว่า ...พระผ้๋เป็ นเจ้า โปรด
ดลบันดาลให้เราคืนดีกันด้วยเถิด...ไร้สาระสิ้นดี"

ทำาดีต้องให้คนร้๋

......กงเมิ่งจื่อกล่าวกับม่อจื้อว่า "ถ้าหากกำาลังทำาความดี
จริงๆ ใครเล่าจะไม่ร?
้๋ ทำาไมต้องโฆษณาตัวเองด้วย เหมือน
กับผ้๋วิเศษที่มีเวทย์มนต์ขลังมากๆ แม้จะธุดงค์อย่๋ในป่ าลึก
ผ้๋คนก็ยังแห่กันไปหา เอาข้าวของปั จจัยไปถวาย เรียกว่ามี
วัตถุปัจจัยเหลือกินเหลือใช้ทีเดียวแหละ หรือจะเปรียบกับ
สาวงามชาวป่ าก็ได้ แม้เธอจะอาศัยอย่๋ในป่ าในดอย ไม่เคย
ออกสังคม แต่ก็มีชายหนุ่มจำานวนมากมาขอแต่งงานกับ
เธอ ถ้าหากผ้๋หญิงคนนี้ เที่ยวโฆษณาหาค่๋ไปทั่ว พวกผ้๋ชาย
กลับไม่อยากได้เธอเสียอีก เวลานี้ ท่านเที่ยวโฆษณาทฤษฎี
ของตนเอง มิใช่เป็ นการเหนื่ อยเปล่าดอกหรือ?"
......ม่อจื้อตอบว่า "โลกในทุกวันนี้ สับสนวุ่นวายมาก จริง
อย่๋ คนที่อยากได้ผ้๋หญิงสวยๆ ไปเป็ นเมียนั้นมีอย่๋มาก ผ้๋
หญิงสวยๆ ไม่จำาเป็ นต้องออกไปข้างนอก ก็มีคนจำานวน
มากมาส่๋ขอถึงบ้าน แต่คนที่แสวงหาความดีน้ันมีนอ
้ ยเหลือ
เกิน ถ้าหากไม่โฆษณาตัวเอง พยายามอบรมบ่มสอนคน
ผ้๋คนก็ไม่ร้๋จักเรา"
......"สมมติว่ามีหมอด๋อย่๋ 2 คน ก็เก่งด้วยกันทั้งค่๋น่ันแหละ
แต่คนหนึ่ งออกไปข้างนอกเที่ยวด๋โชคชะตาราศีให้ชาวบ้าน
ส่วนอีกคนหนึ่ งเฝ่ าอย่๋แต่ในบ้าน ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า
เซ็งลี้ของใครจะดีกว่ากัน?"
......กงเมิ่งจื่อตอบว่า "เซ็งลี้ของคนที่ออกไปด๋หมดข้างนอก
ย่อมดีกว่า"
......ม่อจื้อ กล่าวว่า "ภารกิจการพิทักษ์ความถ๋กต้องชอบ
ธรรมก็เหมือนกับหมอด๋สองคนนั้นนั่นแหละ ต้องออกไป
ข้างนอกเที่ยวพ๋ดเที่ยวโน้มน้าวจ๋งใจคนจึงจะได้ผลดี เพราะ
ฉะนั้น ทำาไมข้าพเจ้าจึงจะไม่ออกไปข้างนอกเที่ยวพ๋ด เที่ยว
โฆษณาทฤษฎีของข้าพเจ้าต่อชาวบ้านเล่า?"

ไม่มภ
ี ๋ติผี ไยต้องศึกษาพิธีเซ่น
ไหว้

......กงเมิ่งจื่อกล่าวว่า "ผีสางเทวดา ไม่มีดอก"
......และพ๋ดอีกว่า "บัณฑิตพึงศึกษาพิธีเซ่นไหว้"
......ม่อจื้อจึงย้อนว่า "ในเมื่อท่านไม่เชื่อว่ามีผีสางเทวดา
แล้วไยต้องศึกษาพิธีเซ่นไหว้เล่า? การกระทำาเช่นนี้ ไม่ผิด
อะไรกับการร้๋ว่าไม่มีแขก แต่ยังจะศึกษามารยาทในการ
ต้อนรับแขก ไม่มีปลาให้จับ แต่ยังจะถักแห ท่านว่าน่าขัน

หรือไม่?"

เล่นดนตรีเพราะอยากฟั งดนตรี

......ม่อจื้อถามบัณฑิตหย๋คนหนึ่ งว่า "ท่านเล่นดนตรี
ทำาไม?"
......บัณฑิตหย๋ตอบว่า "ข้าพเจ้าเล่นดนตรีเพราะอยากฟั ง
ดนตรี"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ท่านไม่ได้ตอบคำาถามของข้าพเจ้านี่
นา"
......"ถ้าหากข้าพเจ้าถามว่าท่านสร้างบ้านทำาไม"
......"ท่านตอบว่า หน้าหนาวจะได้หลบลมหนาว หน้าร้อย
จะได้หลบลมร้อน อีกทั้งเป็ นการแบ่งกั้นโลกส่วนตัวออก
จากโลกภายนอก ชาญหญิงจะได้มีเส้นแบ่งที่แตกต่างกัน"
......"อย่างนี้ จึงจะเรียกได้ว่าท่านได้นำาเอาเหตุผลที่ว่า
ทำาไมจึงสร้างบ้านมาตอบแก่ข้าพเจ้า
......"เวลานี้ ข้าพเจ้าถามท่านว่าทำาไมจึงเล่นดนตรี"
......"ท่านกลับบอกว่าเพราะอยากฟั งดนตรี"
......"การตอบคำาถามแบบนี้ ก็เหมือนกับการที่ข้าพเจ้าถาม
ท่านว่า ทำาไมจึงสร้างบ้าน แต่ท่านกลับตอบว่า สร้างบ้าน
เพราะอยากได้บ้าน ซึ่งเท่ากับไม่มีคำาตอบใช่หรือไม่?"

บัณฑิตหย๋เก่งกว่าทารกหรือไม่

......กงเมิ่งจื่อกล่าวว่า "ประเพณีท่ีกำาหนดให้ไว้ทุกข์ 3 ปี
กำาหนดขึ้นเพื่อให้คนเราร้๋จักคิดถึงพ่อแม่เหมือนเด็กทารก"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "เด็กทารกไร้เดียงสา พวกเขาจึงติดพ่อ
แม่ ยามใดที่ไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ก็จะ
ร้องไห้จ้า ทั้งนี้ เพราะเหตุอันใดเล่า? ก็เพราะว่าทารกนั้นโง่
บริสท
ุ ธิน
์ ่ันเอง"
......"เวลานี้ พวกบัณฑิตหย๋กลับกำาหนดให้ไว้ทุกข์ 3 ปี
เพื่อเรียกร้องให้ผ้๋คนคิดถึงพ่อแม่หรือติดพ่อติดแม่เหมือน
ตอนที่ยังเป็ นเด็กทารก ข้าพเจ้าใคร่ถามว่า สติปัญญาขอ
งบัณฑิตหย๋ดีกว่าเด็กทารกหรือไม่?"

คุณธรรมลำ้าค่าที่สุด

......ม่อจื้อกล่าวว่า "สรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่มีอะไรสำาคัญเกิน
กว่าคุณธรรม"
......"ถ้าหากมีคนบอกเราว่า ..ข้าเอาหมวกและรองเท้าให้
เจ้า แล้วเจ้าก็จงมอบแขนและขาให้ข้า เอาไหม?"
......"ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะไม่มีใครเอา เพราะอะไร ก็เพราะ
ว่าหมวกกับรองเท้าไม่สำาคัญเท่ากับมือและเท้า"
......"หรือถ้ามีใครพ๋ดว่า ข้าจะมอบแผ่นดินให้เจ้า แต่เจ้า
ต้องมอบชีวิตให้ข้าเจ้าจะเอาไหม"
....."ข้าพเจ้าคิดว่าก็คงไม่มีใครเอาเหมือนกัน เพราะอะไร

หรือ ก็เพราะว่าแผ่นดินไม่สำาคัญเท่ากับชีวิตของตัวเองนะ
ซี"
......"แต่ว่า มนุษย์กลับยอมตาย เพื่อสิ่งหนึ่ ง สิ่งนั้นคือ
คุณธรรม เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล้าพ๋ดได้เต็มปากว่า
คุณธรรมสำาคัญกว่าชีวิต ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดลำ้าค่าเกินกว่า
คุณธรรมอีกแล้ว"

ปาบ 6 ประการ

......ม่อจื้อกล่าวว่า "ควรละทิ้งอารมณ์ร้าย 6 ชนิ ด คือ รัก
โลภ โกรธ หลง ดีใจ เสียใจ ยามว่าง ควรใช้ความคิดอย่าง
ลึกซึ้ง ยามพ๋ด ควรสอนให้ผ้๋คนรักความถ๋กต้องชอบธรรม
ยามกระทำา ควรทำางานที่เป็ นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ถ้า
หากทำาได้เช่นนี้
......"ถ้าหากมีคนบอกเราว่า ..ข้าเอาหมวกและรองเท้าให้
เจ้า แล้วเจ้าก็จงมอบแขนและขาให้ข้า เอาไหม?"
......"ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะไม่มีใครเอา เพราะอะไร ก็เพราะ
ว่าหมวกกับรองเท้าไม่สำาคัญเท่ากับมือและเท้า"
......"หรือถ้ามีใครพ๋ดว่า ข้าจะมอบแผ่นดินให้เจ้า แต่เจ้า
ต้องมอบชีวิตให้ข้าเจ้าจะเอาไหม"
....."ข้าพเจ้าคิดว่าก็คงไม่มีใครเอาเหมือนกัน เพราะอะไร
หรือ ก็เพราะว่าแผ่นดินไม่สำาคัญเท่ากับชีวิตของตัวเองนะ
ซี"
......"แต่ว่า มนุษย์กลับยอมตาย เพื่อสิ่งหนึ่ ง สิ่งนั้นคือ
คุณธรรม เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล้าพ๋ดได้เต็มปากว่า
คุณธรรมสำาคัญกว่าชีวิต ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดลำ้าค่าเกินกว่า
คุณธรรมอีกแล้ว"

อย่าทิ้งคุณธรรมเป็ นอันขาด

......ม่อจื้อกล่าวกับล๋กศิษย์ว่า "ยามใดที่พวกเจ้าไม่อาจ
พิทักษ์ความเป็ นธรรมก็ไม่ควรบิดเบือนความเป็ นธรรมให้
สอดคล้องกับพวกเจ้า อย่าทิ้งคุณธรรมเด็ดขาด เรื่องนี้ ก็
คล้ายกับช่างไม้ท่ีทำาเฟอร์นิเจอร์ไม่สำาเร็จ พวกเขาก็ไม่เคย
ทิง
้ เครื่องไม้เครื่องมือของตน"

ร้๋กับทำา ต้องเป็ นเอกภาพกัน

......ม่อจื้อกล่าวว่า "สมมติว่า เวลานี้ มีคนตาบอดคนหนึ่ ง
อย่๋ท่ีน่ี และพ๋ดว่าป๋นเป็ นสีขาวถ่านหินเป็ นสีดำา คนตาดีๆ ก็
คงไม่กล้าว่าเขาพ๋ดไม่ถ๋ก"
......"แต่ว่า ถ้าเอาของสีขาวกับของสีดำามาปนรวมๆ กัน
แล้วเรียกคนตาบอดคนนั้นมาแยกแยะว่าอะไรเป็ นสีขาว
อะไรเป็ นสีดำา คิดว่าเขาคงจะแยกไม่ออกแน่นอน เพราะ
ฉะนั้น คนตาบอดจึงเป็ นคนที่ไม่ร้๋อะไรขาว อะไรดำา ในที่น้ี

ไม่ได้ หมายความว่า คนตาบอดไม่ร้๋จักสรรพนามของสี
ต่างๆ แต่หมายความว่าพวกเขาไม่มีปัญญาแยกแยะสี
ต่างๆ ได้จริงๆ
......"บัณฑิตในยุคปั จจุบันนี้ ก็เช่นกัน พ๋ดเก่ง พ๋ดดี โดย
เฉพาะในเรื่องของคุณธรรม แม้แต่พระเจ้าหวี่มหาราช
พระเจ้าซังทังมหาราช ก็ยังส้๋ไม่ได้ แต่ถ้าเอาเรื่องที่ด๋คล้าย
กับ ถ๋กต้องชอบธรรมกับเรื่องที่ถ๋กต้องตามทำานองคลอง
ธรรมมาปนเปกัน แล้วให้บัณฑิตในยุคนี้ ตัดสินแยกแยะ
พวกเขาจะจนปั ญญา แยกแยะไม่ถ๋กทันที"
......"เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล้าพ๋ดว่า บัณฑิตในยุคนี้ ไม่ร้๋
ดอกว่าอะไรคือคุณธรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขา
พ๋ดเรื่องคุณธรรมไม่เป็ น แต่หมายความว่าในความเป็ น
จริงนั้น พวกเขาไม่ได้ทำาต่างหาก"

อยากเป็ นคนดี แต่ไม่ยอมให้คนอื่นช่วย
เหลือ

......ม่อจื้อกล่าวว่า "บัณฑิตสมัยนี้ ต่างนึ กอยากจะประสบ
ความสำาเร็จในด้านคุณธรรม แต่ถ้าบังเอิญถ๋กคนรอบกาย
วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี อยากเห็นเขาแก้ไข
ปรับปรุงความประพฤติให้ดีขึ้น เขากลับโกรธเป็ นฟื นเป็ น
ไฟ คนแบบนี้ ก็เหมือนกับคนที่อยากสร้างบ้านของตัวเอง
ให้สำาเร็จ แต่เมื่อชาวบ้านมาช่วยเขาสร้างบ้าน เขากลับไม่
พอใจ ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย"

เลี้ยงนักรบดีกว่าเลี้ยงผ้๋หญิง

......ม่อจื้อกล่าวกับกงเหลียงหวนจือว่า "แคว้นเว่ยเป็ น
แคว้นเล็กฟ แคว้นหนึ่ ง อีกทั้งตั้งอย่๋กึ่งกลางระหว่างแคว้น
ใหญ่สองแคว้น จะเปรียบไปก็เหมือนกับคนจนๆ คนหนึ่ งที่
อาศัยอย่๋ท่ามกลางหม่๋คนรวย คนจนถ้าขืนไปเอาอย่าง
คนรวย พิถีพิถันในเรื่องการกินการอย่๋ แต่งตัวสวยๆ กินทิ้ง
กินขว้าง มีหวังล้มละลายทันที"
......"เวลานี้ ในพระราชวังของพระองค์ มีรถหร๋ๆ นับร้อย
คัน ม้าที่กินถั่วกินข้าวอย่างดีก็มีอีกหลายร้อยตัว นางในที่
แต่งตัวด้วยผ้าด่วนแพรพรรณชั้นดีมีอย่๋อีกนับร้อยนาง ถ้า
หากร้๋จักประหยัดเงินประหยัดทองที่ใช้ไปกับการเล่นรถ
เลี้ยงม้า บำารุงบำาเรออิสตรี แล้วนำาเงินก้อนนั้นมาเลี้ยง
นักรบละก้อ พระองค์จะมีนักรบเก่งๆ ดีๆ ไม่ตำ่ากว่าพันคน
ขึ้นไป"
......"หากทำาได้เช่นนี้ ยามประเทศประสบวิกฤต หรือตก
อย่๋ในภาวะคับขันพระองค์ก็ไม่ต้องปวดขมองกับปั ญหา
ขาดแคลนนักรบ พระองค์สามารถปั ญชานักรบสักสี่-ห้า
ร้อยคนไปป้ องกันแนวหน้าสั่งนักรบอีกสอง-สามร้อยคน ไป
ระวังแนวหลัง นักรบเหล่านี้ เมื่อเทียบกับนางสนมหลาย
ร้อยคน ที่ประดับอย่๋ท้ังหน้าวังและท้ายวังแล้ว พระองค์คิด

ว่าอันไหนปลอดภัยกว่ากัน สำาหรับกระหม่อมแล้วเห็น
ว่าการเลี้ยงนักรบย่อมปลอดภัยกว่าการเลี้ยงผ้๋หญิง"

ศิษย์ท่ีเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ

......ม่อจื้อแนะนำาศิษย์คนหนึ่ งไปเป็ นขุนนางที่แคว้นเว่ย
ไม่นานนัก ศิษย์คนนั้น ก็กลับมาเยี่ยมอาจารย์
......"ม่อจื้อถามเขาว่า เจ้ากลับมาทำาไมอีก"
......ศิษย์ตอบว่า "ท่านอูองไม่รักษาสัจจะ ทีแรกพระองค์
บอกว่า จะให้ข้าวสารแก่ศิษย์ปีละหนึ่ งพันถัง แต่ครั้นเอา
เข้าจริงๆ กลับให้แค่ห้าร้อยถังเท่านั้น ศิษย์จึงกลับมา"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ถ้าหากท่านอูองประทานข้าวสารให้
เจ้าปี ละหนึ่ งพันถังจริงๆ เจ้าจะผละจากแคว้นเว่ยอีกหรือ
ไม่"
......ล๋กศิษย์ตอบว่า "ศิษย์คงไม่ไปไหนอีกแล้ว"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็มิได้ผละจากแคว้นเว่ย
เพราะท่านอูองไร้สัจจะนะซี แต่ผละจากแคว้นเว่ยเพราะ
เห็นว่าได้ลาภ ยศ สรรเสริญน้อยเกินไป"

งานที่ได้กำาไรหลายร้อยเท่าตัว

......ม่อจื้อกล่าวว่า "พวกพ่อค้าเดินทางไปค้าขายทั่วทั้งสี่
ทิศ ขอเพียงมีกำาไรสักร้อยเท่า แม้จะต้องข้ามนำ้ าข้ามภ๋เขา
เสี่ยงภัยจากโจรผ้๋ร้าย ลำาบากแทบเลือดตากระเด็น พวก
เขาก็ยอม คนมีความร้๋ในสมัยนี้ แค่น่ังเฉยๆ คุยเรื่อง
คุณธรรม ไม่ต้องลำาบากลำาบนถ่อสังขารข้ามนำ้ าข้ามภ๋เขา
ไปไหน ไม่ต้องเสี่ยงภัยจากโจรผ้๋ร้าย ก็ได้กำาไรตั้งหลาย
ร้อยเท่าแล้ว แต่พวกเขากลับไม่อยากทำา จะเห็นได้ชัดว่าใน
เรื่องการคำานวณผลได้ผลเสียนั้น พวกมีวิชาความร้๋
ละเอียดละออส้๋พวกพ่อค้าไม่ได้"

ใช้งานไม่เหมาะสม

......อำามาตย์คนโปรดของท่านหล่๋อูองเสียชีวิตไป ชาวหล่๋
คนหนึ่ งได้เขียนบทสดุดีอำามาตย์ผ้๋น้ี หล่๋อูองอ่านแล้วร้๋สึก
พอพระทัยมาก จึงแต่งตั้งให้ชายคนนั้นเป็ นขุนนาง
......ม่อจื้อทราบเรื่องเข้า จึงวิพากษ์วิจารณ์ว่า "บทสดุดี
เป็ นบทความยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีของผ้๋ตาย
แต่ท่านอูองกลับชอบอกชอบใจบทสดุดีบทนี้ และแต่งตั้งให้ผ้๋
แต่งบทสดุดเี ป็ นขุนนาง เป็ นการแต่งตั้งที่ไม่ตรงกับความ
สามารถ เหมือนกับเอาม้าไปไถนาอย่างไรอย่างนั้น ช่างไม่
เหมาะสมเอาเสียเลย"

ไหว้เจ้าขอพร

......ในแคว้นหล่๋ มีพิธีกรเซ่นไหว้คนหนึ่ ง นำาล๋กหม๋ไปเซ่น
ไหว้เทพเจ้า เพื่อขอพรร้อยอย่างจากเทพเจ้า
......ม่อจื้อร้๋เรื่องเข้าก็พ๋ดว่า "ไม่ได้ดอก ให้ของเขานิ ดๆ
หน่ อยๆ ก็จะให้เขาตอบแทนอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย ถ้า

ขืนเป็ นแบบนี้ วันหลังใครเขาจะกล้ารับของจากเราอีก
พิธีกรเซ่นไหว้คนนั้นเอาล๋กหม๋ไปเซ่นไหว้เทพเจ้า แล้ว
อ้อนวอนขอพรตั้งร้อยอย่าง อย่างนี้ เทพเจ้าที่ไหนจะกล้ารับ
ของเซ่นไหว้จากเขาอีก มหาราชยุคก่อน ทำาพิธีเซ่นไหว้
เทพเจ้า ก็ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจากใจจริง ไม่มีการ
วอนขออะไรทั้งสิ้น ใช้ล๋กหม๋ตัวเดียว ก็จะขอพรตั้งร้อย
อย่าง ถ้าข้าพเจ้าเป็ นเทพเจ้าละก้อ แทนที่จะสนองความ
ต้องการของคนรวย ข้าพเจ้าส้๋คุ้มครองคนจนๆ ที่ไม่มี
ปั ญญาซื้อของมาเซ่นไหว้ยังจะดีกว่า"

ขายคุณธรรม

......ม่อจื้อใช้ให้กงซั่งกั้วศิษย์ของตนเดินทางไปพบท่านอูอง
เย่ เพื่อนำาเสนอนโยบาย เย่อูองฟั งนโยบายของกงซั่งกั้วจบ
ก็ร้๋สึกเลื่อมใสมาก
......เย่อูองบอกกงซั่งกั้วว่า "ถ้าหากท่านสามารถเชื้อเชิญ
ม่อจื้อมาสอนสั่งข้าพเจ้ายังแคว้นของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้า
ยินดีมอบแผ่นดินห้าร้อยลี้ท่ียึดมาจากแคว้นอู๋ใหญ่เขา"
......กงซั่งกั้วตอบตกลงทันที
......ดังนั้น เย่อูองจึงจัดรถม้า 50 คัน ให้กงซั่งกั้วนำาไปต้อ
นรับม่อจื้อยังแคว้นหล่๋
......เมื่อมาถึงแคว้นหล่๋ กงซั่งกั้วก็เข้ามารายงานม่อจื้อว่า
"ศิษย์ได้นำาเอาข้อคิดเห็นของท่านอาจารย์ไปปาฐกต่อเย่อู
อง เย่อูองพอพระทัยมาก ตรัสว่า ถ้าหากอาจารย์ยินดีเดิน
ทางไปสอนสั่งพระองค์ท่ีแคว้นเย่ พระองค์ก็จะพระราชทาน
ดินแดนห้าร้อยลี้ท่ียึดครองมาจากแคว้นอู๋แก่ท่าน"
......ม่อจื้อได้ยินดังนี้ ก็กล่าวว่า "เจ้าคิดว่าเย่อูองมีเจตนา
อย่าง ถ้าหากเย่อูองยินดีรับฟั งความคิดเห็นของข้า ยินดี
ปฏิบัติตามหลักธรรมของข้า ข้าก็จะเดินทางไปแคว้นเย่
ยินดีปฏิบัติต่อพระองค์ดุจดังขุนนางคนอื่นๆ กินอาหารใน
ส่วนของคนเพียงคนเดียว สวมใส่เสื้อผ้าเท่าที่คนๆ หนึ่ งพึง
ต้องการก็พอแล้ว ทำาไมจึงต้องใช้ลาภยศสรรเสริญมา
หลอกล่อข้า ถ้าหากเย่อูองไม่เชื่อคำาสอนของข้า ไม่ใช้
นโยบายที่ข้าเสนอขึ้น แต่ข้ากลับถ่อสังขารเดินทางไปไกล
แสนไกลไปยังแคว้นเย่ มิเท่ากับเป็ นการเดินเร่ขาย
"คุณธรรม" ดอกหรือ ถ้าคิดจะขายคุณธรรมละก้อ ขายที่น้ี
ก็ได้ ไม่จำาเป็ นต้องวิ่งโร่ไปขายถึงแคว้นเย่ดอก"

หลักการสอน

......ม่อจื้ออยากให้เว่ยเย่เดินทางไปแสดงธรรมยังแคว้น
ต่างๆ
......เว่ยเย่ถามว่า "ถ้าหากศิษย์เดินทางถึงแคว้นต่างๆ ได้
พบกับพระราชาในแคว้นเหล่านั้นแล้ว ศิษย์ควรพ๋ดอะไรกับ
พวกเขาเป็ นเรื่องแรก"
......ม่อจื้อตอบว่า "เมื่อเดินทางไปถึงแคว้นหนึ่ งแคว้นใด

ควรจะพินิจพิเคราะห์ให้ดีเสียก่อน ต้องด๋สิว่าแคว้นของเขา
กำาลังประสบกับปั ญหาเร่งด่วนอะไรบ้าง แล้วจึงนำาปั ญหา
เร่งด่วนนั้นมาพ๋ด
......"ถ้าหากแคว้นนั้นประสบกับปั ญหาการเมืองการ
ปกครอง การเมืองภายในปั่ นป่ วนวุ่นวาย สังคมขาด
ระเบียบ พระราชาโง่เงาไร้ความสามารถ ก็เสนอให้พวก
เขาเคารพยกย่องคนดีคนเก่งเฟ้ นหาคนดี คนเก่งมาช่วย
งาน
......"ถ้าหากแคว้นนั้นยากจน เศรษฐกิจซบเซา ก็เสนอให้
พวกเขาประหยัดมัธยัสถ์ อย่าใช้จ่ายฟ่ ุมเฟื อยเกินไป งาน
ศพอย่าจัดหร๋หราเกินไป"
......"ถ้าหากประชาชนในแคว้นนั้นสำารวยมาก ชอบร้องรำา
ทำาเพลงเสพสุรายาเมาก็สอนให้พวกเขาอย่างลุ่มหลงในร๋ป
รส กลิ่น เสียง อย่าเชื่อพรหมลิขิต"
......ถ้าหากประชาชนในแคว้นนั้นมักมากในกาม หยาบ
คายไร้มารยาท ไม่เคารพนับถือศาสนา ก็สอนให้พวกเขา
ร้๋จักเคารพนับถือเทพยดาฟ้ าดิน เชื่อเรื่องผีสางเทวดา"
......"ถ้าหากประชาชนในแคว้นนั้นชอบทำาสงครามรุกราน
ผ้๋อ่ ืน ก็สอนให้พวกเขามีเมตตาจิตแผ่รักให้ไพศาล ไม่โจมตี
รุกรานซึ่งกันและกัน สอนให้พวกเขาคัดค้านสงคราม"
......"เพราะฉะนั้น จึงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เจ้าต้อง
วิเคราะห์เสียก่อนว่า พวกเขากำาลังเผชิญกับปั ญหาเร่งด่วน
อะไรบ้าง จากนั้นจึงเสนอวิธีแก้ปัญหานั้นๆ อย่าถ๋กจุดจึงจะ
ประสบความสำาเร็จ"

ทำานายอนาคต

......เผิงชิงเซินกล่าวกับม่อจื้อว่า "เรื่องในอดีตเป็ นเรื่องที่ร้๋
ได้ แต่เรื่องในอนาคตเป็ นเรื่องที่ไม่มีทางทราบล่วงหน้า"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "สมมติว่าตอนนี้ พ่อแม่ของท่านประสบ
ภัยอย่๋ไกลออกไปร้อยลี้ ถ้าท่านสามารถไปถึงที่เกิดเหตุได้
ภายในวันนั้น ท่านก็สามารถช่วยพวกเขาได้ทันการณ์ แต่
ถ้าไม่สามารถไปให้ถึงที่เกิดเหตุภายในวันนั้น พวกเขาก็จะ
ต้องตาย"
......"และถ้าตอนนี้ ท่ีน่ี มีรถม้า 2 คัน คันหนึ่ งแข็งแรงมาก
ทั้งรถทั้งม้า ส่วนอีกคันหนึ่ ง รถก็โทรม ม้าก็แก่ อยาก
ทราบว่าท่านจะเลือกใช้รถม้าคันไหน"
......เผิงชิงเซินตอบว่า "ก็ต้องเลือกคันที่แข็งแรงทั้งรถทั้ง
ม้านะสิ จะได้เดินทางถึงที่เกิดเหตุเร็วขึ้น"
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ถ้างั้น ท่านก็ทำานายอนาคตได้แล้วสิ"

งานทุกอย่างต้องมีหลักเกณฑ์

......การทำางานทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนต้องมีหลักเกณฑ์
ไม่มีหลักเกณฑ์แต่อยากประสบความสำาเร็จ นั่นเป็ นเรื่องที่
เป็ นไปไม่ได้ ไม่ว่าคนผ้๋น้ันจะเป็ นไพร่หรือผ้๋ดี เป็ นนายก

หรือกรรมกร ก็ต้องทำางานตามหลักเกณฑ์ท้ังสิ้น
......ช่างไม้จะเลื่อยไม้เป็ นร๋ปสี่เหลี่ยมได้ ก็ต้องใช้ไม้ฉากใช้
ไม้บรรทัด จะเลื่อยไม้เป็ นร๋ปวงกลม ก็ต้องใช้วงเวียน ไม่ว่า
นายช่างคนนั้นจะเก่งหรือไม่เก่ง ต่างต้องใช้เครื่องไม้เครื่อง
มือเหล่านี้ เป็ นหลักเกณฑ์ เพียงแต่ว่านายช่างที่เก่งกาจนั้น
มักทำางานได้ถ๋กต้องตรงกับขนาดที่วัดได้ ส่วนนายช่างที่ไม่
เก่งแม้จะวัดขนาดไว้แล้ว แต่กลับทำางานตามใจฉัน ไม่ทำา
ตามหลักเกณฑ์ท่ีต้ังไว้
......เพราะฉะนั้น ในการทำางานของคนทุกวงการอาชีพ จึง
ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จึงจะดี

เทคนิ คในการสรรหาคนดี คนเก่ง

......ถ้าเช่นนั้น จะสรรหาคนดี คนเก่ง ได้อย่างไร?
......สมมติว่าเราอยากให้ประเทศของเรามีนักรบที่ยิงธน๋
แม่น ขี่ม้าเก่ง เพิ่มจำานวนมากขึ้น เราก็ต้องให้เงินเดือนดีๆ
ตำาแหน่ งส๋งๆ แก่คนเหล่านี้ อีกทั้งต้องเคารพพวกเขาให้
เกียรติยกย่องพวกเขา พวกแม่นธน๋ ขี่ม้าเก่ง ก็จะแห่กันมา
หาเรา
......อีกทั้งคนดีคนเก่งที่พ๋ดถึงนี้ หมายถึงคนที่มีคุณธรรม
ส๋งส่ง มิวิชาความร้๋สึกซึ้งกว้างขวาง มีวาทศิลป์ ดี ปกติคนที่
มีคุณสมบัติเช่นนี้ ก็จัดได้ว่าเป็ นเพชรนำ้ าเอกของชาติ เป็ นผ้๋
ช่วยที่ดีของราชสำานักอย่๋แล้ว ถ้าคิดจะให้คนดีๆ เช่นนี้ มา
ช่วยงาน ก็ยิ่งต้องให้เงินเดือนงามๆตำาแหน่งส๋งๆ แก่พวก
เขา ต้องเคารพนับถือพวกเขา ยกย่องให้เกียรติพวกเขา
หากทำาได้เช่นนี้ คนดีคนเก่งในประเทศนี้ ก็จะเพิ่มจำานวน
มากขึ้น

เหตุผลในการมอบอำานาจให้คนดี

......มหาราชยุคโบราณ มักจะแต่งตั้งคนที่มีคุณธรรมให้อย่๋
ในตำาแหน่ งส๋งทรงเชิดช๋คนดี มีความสามารถ แม้แต่
ชาวนาหรือกรรมกร ถ้าหากมีความสามารถก็จะได้รับการ
ส่งเสริม มียศฐานบรรดาศักดิ ์ มีเบี้ยหวัดบำานาญกิน ได้รับ
การเลือกเลื่อนให้ขึ้นมารับตำาแหน่งหน้าที่อันสำาคัญ และมี
อำานาจยิ่งใหญ่
......ทั้งนี้ เนื่ องจากตำาแหน่งไม่ใหญ่ ประชาชนจะไม่เคารพ
เงินเดือนไม่ส๋ง ประชาชนจะไม่เชื่อถือ มีอำานาจไม่มาก
ประชาชนจะไม่เกรงกลัว การมอบสามสิ่งนี้ ให้แก่คนเก่ง
มิใช่เพราะพิศวาสคนเก่ง แต่เพราะอยากเห็นเขาประสบ
ความสำาเร็จในการบริหารประเทศ
......เพราะฉะนั้น จึงต้องจัดวางตำาแหน่งตามคุณธรรมแบ่ง
หน้าที่การงานตามตำาแหน่ งขุนนาง ให้รางวัลตามผลงาน
การแต่งตั้งตำาแหน่ งและเงินเดือน ล้วนขึ้นอย่๋กับความดี
ความชอบที่ทำาไว้ ด้วยเหตุน้ี เอง คนที่เป็ นขุนนางจึงไม่ส๋ง
ศักดิต
์ ลอดกาล และสามัญชนก็ไม่ตำ่าต้อยตลอดกาลเช่นกัน

ใครดีใครเก่งก็ขึ้นส๋ง ใครเลวใครไม่เอาไหน ก็ลดตำ่ าลงมา
ผดุงความถ๋กต้องชอบธรรมให้คงอย่๋ค่๋สังคม ไม่ให้มีความอ
ยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

ข้อดีของการเลือกใช้คนดี

......คนดีสามารถเป็ นผ้๋ช่วยของพระราชาและเป็ นขุนนาง
ระดับต่างๆ ได้สบายมา ขอเพียงมีคนดีอย่๋ข้างกาย เจ้านาย
ก็ไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ แต่จะประสบความสำาเร็จมีช่ ือ
เสียงได้โดยไม่ลำาบากนัก การมีคนดีอย่๋ข้างกาย เป็ นการ
เชิดหน้าช๋ตาเจ้านาย อีกทั้งไม่มีคำาว่าไม่สมหวัง
......ม่อจื้อกล่าวว่า "ยามราบรื่น พระราชาจะต้องเลือกคน
ดีไว้ใช้งาน ยามไม่ราบรื่น ก็ยิ่งต้องเลือกหาคนดีไว้ช่วยงาน
การเลือกคนดีไว้ใช้งานเป็ นรากฐานอันสำาคัญของการเมือง
การปกครอง

http://www.geocities.com/sathit_ropple/Moa.htm

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful